Thai English Chinese












 

ไตร แปลว่า สาม
ปิฏก แปลว่า ตะกร้า
ไตรปิฏก แปลว่า สามตะกร้า ตะกร้า หมายถึงหมวดใหญ่สำหรับรวบรวมพระพุทธวจนะและคำสอนสำคัญทางพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 3 คัมภีร์ได้แก่
1. วินัยปิฏก คัมภีร์วินัย หรือศีลสำหรับภิกษุและภิกษุณี
2. สุตตันตปิฏก คัมภีร์พระสูตร หรือเทศนาของพระพุทธเจ้าและสาวกคนสำคัญ
3. อภิธรรมปิฏก คัมภีร์อภิธรรมหรือหลักธรรมที่แต่ง อธิบายในรูปวิชาการล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับสัตว์ บุคคล และสถานที่

ก่อนที่พระคัมภีร์นี้จะมีรูปแบบที่สมบูรณ์ ได้มีประวัติความเป็นมาของการสังคายนาหรือการรวบรวมพระพุทธวจนะพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนกันมาถึง 5 ครั้ง คัมภีร์จึงได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นอย่างถาวร ประวัติของการทำสังคายนามีดังนี้
การสังคายนาครั้งที่ 1 มีพระมหากัสสปะเป็นประธานและเป็นผู้สอบถามพระธรรมและพระวินัย โดยมีพระอุบาลีเป็นผู้ตอบด้านพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้ตอบด้านพระธรรม มีพระสงฆ์ระดับพระอรหันต์เข้าร่วมการสังคายนาด้วย 500 รูป
การสังคายนาครั้งที่ 2 ทำหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 100 ปี กระทำอยู่ 8 เดือนจึงสำเร็จ มีพระยสกากัณฑบุตรชักขวนพระเถระ มีพระเรวัตเป็นผู้ซักถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบ ปัญหาเกี่ยวกับพระวินัยทั้งหมด พระสงฆ์ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนั้นมี 700 รูป
การสังคายนาครั้งที่ 3 ทำขึ้นเนื่องจากคณะสงฆ์แตกแยกออกเป็นหลายนิกาย พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเกรงว่าศาสนาจะเสื่อมเพราะมีคนนอกศาสนาปลอมตัวเข้ามาบวชมากขึ้น จึงไปขอความร่วมมือจากพระเจ้าอโศกมหาราช ให้ทำการสังคายนาชำระสะสางพระศาสนาให้บริสุทธิ์เสียใหม่ โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประธาน มีพระสงฆ์มาประชุมกันมากถึง 1000 รูป พระ เจ้าอโศกทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ การทำสังคายนาครั้งนั้นกระทำกันหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 234 ปี ทำอยู่ 9 เดือน จึงสำเร็จ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะเวลาในการทำสังคายนาพระธรรมครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ห่างกันนานนับเป็นศตวรรษ ถ้าศึกษาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียจะพบว่า ในช่วงที่ขาดหายไปนานนับเป็นศตวรรษนั้น เป็นเพราะศาสนาพุทธขาดพระมหากษัตริย์อุปถัมภ์ จนถึงรัช สมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก มีหลักฐานกล่าว ถึงความเลื่อมใสในศาสนาพุทธของพระเจ้าอโศกไว้มากมาย ดังนี้
1. ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และเป็นประธานในการทำสังคายนาพระธรรมครั้งที่ 3
2. ทรงช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยการส่งพระเถระไปเผยแพร่ศาสนาในต่างประเทศ ทำให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาระดับโลก มีการเผยแพร่ไปทั่วทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศไทยด้วย ผลของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยการส่งสมณะทูต ไปยังที่ต่างๆในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ยัง ผลให้มีการสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในครั้งที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระโสณะเถระกับพระอุตระเถระมาประกาศพระศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ คือบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงไต้
สำหรับประเทศไทยดินแดนสุวรรณภูมิ คงจะเป็นตอนไต้ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาคือบริเวณเมืองนครปฐม, ราชบุรี, เพรชบุรี, และสุพรรณบุรี คาดว่าพระเถระทั้งสองรูปได้เดินทางเข้ามายังนครปฐมก่อน เหตุผลที่เชื่อเช่นนั้น ก็เพราะมีหลักฐานทางโบราณคดีหลายแห่งเช่น
1. พระปฐมเจดีย์ ที่จังหวัดนครปฐม ( ปฐมะ ภาษามคธแปลว่า ๑ หมายถึงพระเจดีย์ที่ ๑ )
2 . พระประโทนเจดีย์ เป็นเจดีย์เก่ารุ่นเดียวกันกับพระปฐมเจดีย์
3 . วัดพระเมรุและวัดพระงาม เป็นวัดเก่าแก่รุ่นเดียวกันกับพระปฐมเจดีย์
4. พบวงล้อธรรมจักร – กวางหมอบและจารึกภาษาบาลีว่า เยธัมมา
หลักฐานเหล่านี้ยืนยันได้ว่าเป็นสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชไม่นิยมสร้างพระพุทธรูป อย่างดีก็สร้างแค่ลอยพระพุทธบาทหรือไม่ก็สถูปเจดีย์และจารึกพุทธพจน์เท่านั้น เมื่อพระเถระทั้งสองรูปมาเผยแผ่พระศาสนาในครั้งนั้น ท่านคงมาสร้างอนุสรณ์เหล่านี้ไว้ ไม่มีการสร้างพระพุทธรูปแต่อย่างใด
ครั้นเมื่อชนชาติไทยตั้งมั่นเป็นอาณาจักรสุโขทัยแล้ว ก็ได้ประกาศยอมรับนับถือพระพุทธ ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งก็ทำให้สันนิษฐานกันว่า ศาสนาพุทธคงจะมาเริ่มต้นที่นครปฐมแล้วจึงขยายวงกว้างออกไปสร้างยังจังหวัดอื่นๆทั่วราชอาณาจักรไทยในที่สุด
การสังคายนาครั้งที่ 4 . ทำขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว 238 ปี มีพระมหินทเถระเป็นประธาน พระอริฏฐะเป็นผู้สวดพระวินัย มีพระสงฆ์มาประชุมกันถึง 68.000 รูป มีพระเจ้าเทวานัม ปิยติสสะเป็นองค์อุปถัมภ์
การสังคายนาครั้งที่ 5 มีสาเหตุมาจากคณะสงฆ์มีความเห็นว่าพระพุทธวจนะที่ถ่ายทอดกันมาโดยระบบท่องจำนั้น ต่อไปภายหน้าอาจจะขาดตกบกพร่องเพราะผู้ที่สามารถจำได้ดีมีเหลือน้อย ลง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองก็ไม่สงบด้วย
การทำสังคายนาครั้งนั้นกระทำขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ 433 ปี พระสงฆ์ชาวลังกาเป็นผู้กระทำ พระเจ้าวัฎฎคามณีอภัยเป็นผู้อุปถัมภ์ ตามประวัติเล่าว่าเดิมทีเดียวเขียนเป็นภาษาลังกาหรือภาษาสิงหล ต่อมาได้มีพระเถระ เช่น พระพุทธโฆษาจารย์แปลเป็นภาษาบาลี ถือกันว่าเป็นภาษาพุทธศาสนามาจนถึงทุกวันนี้
 

วิธีและธรรมเนียมการทำสังคายนา

ธรรมเนียมการสังคายนาก่อนที่จะจารึกลงเป็นตัวอักษร ใช้การท่องจำกันเป็นพวกๆ การท่องจำไม่ใช่อ่านจากหนังสือหรือตำรา ต้องท่องจำจากปากคำของอาจารย์โดยตรง เวลาท่องจำก็จำกันเป็นวรรคๆ เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีตัวหนังสือหรืออักษร มีแต่อาจารย์นั่นแหละเป็นหนังสือหรือตำรา เมื่อเป็นเช่นนั้นการที่จะจำอะไรไปได้ทั้งหมดจึงทำได้ยาก ต้องแบ่งกันจำไปเป็นพวกๆ ใครที่ชอบจำวินัยปิฎกก็จำไปพวกหนึ่ง ใครที่ชอบจำสุตตันตปิฎกก็จำไปพวกหนึ่ง หรือใครที่ชอบจำอภิธรรมปิฎกก็จำไปพวกหนึ่ง พวกที่จำอะไรไปยังต้องนำไปแบ่งแยกให้ผู้อื่นช่วยจำอีก อย่างวินัยปิฎก ใครจะจำตอนไหนก็จำเฉพาะตอนนั้นไป สุตตันตะปิฎกก็เหมือนกัน ใครจำหมวดไหนได้ก็จำหมวดนั้นไป อภิธรรมก็เหมือนกัน ผู้ที่สามารถจำได้หมดทั้งปิฎกก็หายาก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องมีการประชุมซักซ้อมกันอยู่เสมอๆผู้ที่จำพระพุทธวจนะปิฎกไหน ตอนไหนไว้ได้ ก็จัดรวมกลุ่มกันซักซ้อม
วิธีซักซ้อม คือต้องสวดขึ้นพร้อมๆกัน การซักซ้อมต้องทำเสมอๆมิฉะนั้นก็ลืม ธรรมเนียมการสวดมนต์เย็นหรือค่ำ ที่มีขึ้นตามวัดต่างๆนั้นก็เรียกกันว่า ซักซ้อม แต่เป็นการซักซ้อมแบบย่อยๆ การสวดพระสูตรขึ้นพร้อมๆกันนี่แหละเรียกว่า สังคีติ หรือ สังคายนา แปลว่า ขับขึ้นพร้อมๆกัน
ปกติจะมีการสวดซักซ้อมย่อยไม่ให้ลืมกันอยู่เสมอ นานๆ จึงจะมีการประชุมใหญ่กันครั้งหนึ่ง โดยจะเลือกเอาเฉพาะผู้ที่จำได้มากๆและมีผู้นับถือกันว่าจำได้ถูกต้องแน่นอนมารวมกันเท่านั้นมาซักซ้อมกันเป็นการใหญ่ คือซักซ้อมกันทั้งหมด หากจะเอาพระวินัยขึ้นมาสวด ก็จะสวดวินัยไปจนจบ โดยมากจะจับเอาวินัยปิฎกขึ้นมาสวดก่อน ในการซักซ้อมกันนี้ ก็มีจำกันมาถูกต้องบ้างต่างกันไปบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมีการหารือกันว่า ความถูกต้องจะพึงมีอย่างไร เมื่อตกลงกันได้แล้วก็ให้ถือเอาอย่างที่ลงความเห็นกันแล้วว่าถูกต้องนั้นเป็นหลักเรียกว่า สังคายนา ที่ทำกันมาคราวหนึ่งๆ ในสมัยที่ยังไม่มีจารึกลงเป็นตัวอักษร ที่ทำกันเช่นนั้นก็เพื่อมิให้เกิดความเลอะเลือนสับสนขัดแย้งกัน นี่แหละคือวิธีการทำสังคายนาที่ทำกันมาครั้งที่ 1 – 2 – 3 – 4 และครั้งที่ 5 ที่ได้จา รึกลงเป็นตัวอักษรหรือหนังสือคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ถือกันว่าเป็นต้นฉบับที่แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ อย่างเช่น พม่า ไทย ยุโรป ก็ล้วนมาจากต้นฉบับเดียวกันนี้
อันที่จริงธรรมะของพระพุทธองค์ที่ยังไม่ได้จารึกลงไว้ในพระบาลีแห่งพระไตรปิฎกนั้นยังมีอีกมากถ้าเทียบกับน้ำในมหาสมุทร ส่วนพระธรรมที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ไตรปิฎกนั้นมีอยู่เทียบได้เท่ากับน้ำในตุ่ม น่าเสียดายที่พระพุทธองค์ พระอรหันต์ที่เชี่ยวชาญท่านได้นิพพานไปแล้วตั้งหลายร้อยปี จึงมีผู้คิดได้และจารึกธรรมเหล่านั้นเข้าไว้เป็นพระคัมภีร์และพระไตรปิฎกกัน
จากความรู้สึกของผู้เขียนเองว่า ธรรมะที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์ ซึ่งฉายออก มาจากพระทัยที่บริสุทธิ์นั้น เป็นธรรมที่ลึกซึ้งสุดจะกล่าว เพราะเป็นธรรมที่ถึงเหตุถึงผลอยู่กับพระ ทัยที่บริสุทธิ์ล้วนๆ จึงเป็นธรรมที่อัศจรรย์และมีอานุภาพมากผิดธรรมดาจึงทำให้ผู้ที่ได้รับฟังธรรมใดๆ จากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์บรรลุผลได้ง่ายและมีมากมายเหลือจะพรรณนา บรรดาธรรมเหล่านั้น ไม่ว่าพระพุทธองค์หรือสาวกนำไปแสดงกับใครก็เกิดผลเห็นประจักษ์แก่ผู้รับฟังทั้งสิ้น
นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีเรื่องของสงครามอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คำภาวนาว่า ธัม – มา ขาดหายไปจากวงการพระพุทธศาสนาอย่างไร้ร่องรอย ตามประวัตินั้นเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 1700 กองทัพต่างศาสนา ( ไม่ต้องรู้ก็ได้นะว่าเป็นศาสนาอะไร ) บุกเข้าเผาทำลายวัดวาอารามและฆ่าพระสงฆ์ในประเทศอินเดียล้มตายเป็นจำนวนมาก มหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของพระพุทธศาสนาและหอสมุดขนาดใหญ่สามหอ ซึ่งเป็นที่รวบรวมพระธรรมคัมภีร์สำคัญๆทางพระพุทธศาสนาก็ถูกเผา เผากันอยู่นานเป็นเดือนๆกว่าจะไหม้หมด
พระสงฆ์ที่หนีไปได้ ก็ขนเอาคัมภีร์พระไตรปิฎกและหนังสือพระพุทธประวัติติดตัวไปด้วยโดยหนีลงเรือไปทางพม่า ศรีลังกา เนปาล และทิเบต เป็นเหตุทำให้คัมภีร์พระไตรปิฎกและหนัง สือพระพุทธประวัติกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ
จวบจนกระทั่งหลวงพ่อลี ฉันทโก วัดภูน้ำเกลี้ยง อำเภออรัญประเทศ จังหวดสระแก้วไปได้หนังสือพระพุทธประวัติเก่าแก่จากพระสงฆ์รูปหนึ่งเมื่อครั้งที่ไปพบกันในป่า ทางเขตชัยภูมิและจังหวัดเลย ในหนังสือพระพุทธประวัติเล่มนั้นเขียนขึ้นโดยพระสงฆ์ชาวลังกา หลวงพ่อลีท่านจึงนำไปให้พระสงฆ์รูปหนึ่งที่รู้ภาษาลังกาแปลให้ ในหนังสือเล่มนั้นได้กล่าวถึงคำว่า ธัม – มา ไว้มากมาย หลวงพ่อลี ฉันทโก ท่านบอกว่าคำภาวนาว่า ธัม- มา นี้มีต้นกำเนิดมาจาก อริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ทรงค้นคว้าหาความจริง จนบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วนำไปแสดงธรรมให้ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าฟังจนเกิดดวงตาเห็นธรรม แล้วต่อมาพระอัสสชิ ซึ่งเป็นภิกษุรูปหนึ่งในปัญจวัคคีย์ได้นำธรรมโดยย่อว่า เยธัมมา ไปแสดงให้พระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรฟัง เมื่อพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรได้ฟังแล้วก็เกิดดวงตาเห็นธรรม ต่อจากนั้นพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรก็นำธรรมโดยย่อว่า เยธัมมา ที่ได้ฟังจากพระอัสสชิจนเกิดดวงตาเห็นธรรมแล้วนั้น ไปแสดงให้พระโกลิตะหรือพระโมคคัลลานะฟังบ้าง เมื่อพระโกลิตะหรือพระโมคคัลลานะได้ฟังธรรมโดยย่อว่า เย ธัมมา จากพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรแล้ว ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมตามไปด้วย
ธรรมโดยย่อว่า เยธัมมา ที่พระอัสสะชินำมาแสดงให้พระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรฟังจนเกิดดวงตาเห็นธรรม กล่าวเต็มๆไว้ดังนี้
เยธัมมา เหตุปัปภวา ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ
เตสัง เหตุง ตถาคโต อาหะ พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น
เตสัญจะโย นิโร โธจะ และความดับของธรรมเหล่านั้น
เอวังวาที มหาสมโณติ พระมหาสมณะ มีวาทะตรัสไว้ดังนี้
ฟังตามเนื้อหาที่กล่าวมานี้อาจทำให้ ไม่ค่อยเข้าใจ จะขอขยายความให้เข้าใจกันใหม่อีกครั้ง หากยังไม่เข้าใจอีก ก็คงต้องไปอ่านในเรื่องของอริยสัจ 4 กันใหม่ ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ หมายถึง ทุกข์ ซึ่งเป็นผล
พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น หมายถึง สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ และความดับของธรรมเหล่านั้น หมายถึง นิโรธ ความดับทุกข์และ มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งรวมอยู่ในฝ่ายความดับทุกข์ พระมหาสมณะมีวาทะตรัสไว้ดังนี้ หมายถึง ตรัสสอนไว้อย่างนี้
เมื่อทั้งพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ก็พากันไปชวนอาจารย์ สัญชัย เจ้าสำนักที่พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเคยไปเป็นลูกศิษย์ ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ สัญชัยผู้เป็นอาจารย์ไม่ยอมไป เพราะถือว่าตนก็เป็นเจ้าสำนักเหมือนกัน หากลดตัวลงไปเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับเอาจระเข้ตัวใหญ่ไปไว้ในตุ่ม เมื่อสัญชัยผู้เป็นอาจารย์ไม่ยอมไปพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรก็เลยไปพาบริวารของตนที่มีอยู่ 250 คน ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ทูลขออุปสมบททั้งหมด พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา ทั้ง หมด เมื่อได้อุปสมบทแล้วไม่นาน ก็ปฏิบัติธรรมกันจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงนำธรรมะที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วนั้น ไปแสดงให้พระยสะและครอบครัวฟัง ครอบครัวของพระยสะได้แก่ บิดา- มารดา และอดีตภรรยาของพระยสะ ทั้ง หมดก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นอุบาสกและอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัยเป็นครอบครัวแรก ทั้งหมดล้วนเกิดดวงตาเห็นธรรมได้ด้วย เยธัมมา ทั้งสิ้น
จวบจนกระทั่งถึงช่วงที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ เสขิยวัตร ให้ภิกษุแสดงธรรมแก่คนที่ตั้ง อยู่ในอาการที่เคารพและเมื่อจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ก็ได้ทรงตั้งธรรมะที่ทรงแสดงและวินัยที่ทรงบัญญัติไว้ให้เป็นศาสดาแทนพระองค์ เพื่อมิให้เข้าใจว่าพระศาสนาว่างพระศาสดา จึงได้บอกทางเข้าถึงพระองค์ไว้อย่างชัดเจนว่า โยโว อานันทะมะยา ธัมโม จะวินโย จะเทสิโต ปัญญัติโต โสโว มะมัจจันจะเยน สัตตะถา
ดูก่อนอานนท์ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไป ( แปลสั้นๆว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ) การที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะให้พุทธบริษัทและผู้ที่ประสงค์จะอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ในสมัยนั้นระลึกถึงพระธรรมที่พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนไว้ดีแล้ว เป็นอนุสติแทนที่จะให้ระลึกถึงพระองค์โดยตรง
นับจากนั้นเป็นต้นมา พระภิกษุและผู้ที่ประสงค์จะอยู่ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าในสมัยนั้นจึงพากันปฏิบัติธรรมด้วยคำภาวนาว่า ธัม – มา กัน แม้ผู้ที่เคยใช้คำภาวนาว่า เยธัมมา ก็หันมาภาว นาว่า ธัม-มา ตามกันไปหมด เป็นเพราะมีความเชื่อกันว่า ถ้าได้ปฏิบัติธรรมด้วยคำภาวนาว่า ธัมมา กันแล้ว จะได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมเจ้าและพระสงฆ์เจ้าไปพร้อมๆกัน คำว่า เยธัมมา มีกล่าวอยู่ในอภิธัมปิฏกมากมายท่านใดอยากรู้ก็ไปศึกษาหาอ่านกันเอง
ทำไมการปฏิบัติธรรมตามวิธีของวิชาธรรมบันดาล จึงต้องมีการแบ่งขั้นตอนการปฏิบัติออกเป็นสองขั้นตอนด้วย ที่อื่นไม่เห็นต้องมี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าจะแสดงธรรมสั่งสอนผู้ใด พระองค์ก็ทรงแบ่งแยกการแสดงธรรมสั่งสอนผู้ที่พระองค์จะทรงแสดงสั่งสอนธรรมเหมือนกัน อย่างเช่น เวลาพระองค์จะแสดงธรรมแก่บุคคลผู้ไม่รู้ธรรมได้โดยง่าย พระองค์ก็ทรงเลือกเอา อนุปุพพิกถา มาแสดงสั่งสอนก่อน จากนั้นพระองค์ก็จะแสดงธรรมด้วยอริยสัจ 4 ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นการปฏิบัติธรรมตามวิธีของวิชาธรรมบันดาลที่มีการแบ่ง แยกการปฏิบัติออกเป็นสองขั้นตอนคือ ขั้นโลกิยธรรม กับ ขั้นโลกุตรธรรม ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว

ดังมีตัวอย่างที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรด ยสกุลบุตร

ในระหว่างที่พระพุทธองค์ทรงพักแรมอยู่ในป่า อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีนั้น คืนหนึ่งมีบุตรของเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งชื่อ ยสะ หรือ ยสะกุลบุตร เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือน จึงเดินตรงมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พลางบ่นออกเสียงพึมพัมว่า ที่นี่วุ่น วายจริงหนอ ที่นี่ขัดข้องจริงหนอ บ่นไปตลอดทาง ขณะนั้นเป็นเวลาเช้ามืด พระพุทธองค์กำลังเดินจงกรมเพื่อทำสมาธิอยู่พอดี พระองค์จึงตรัสรับสั่งเรียกด้วยพระมหากรุณาว่า ยสะ ที่นี่ไม่วุ่น วาย ยสะที่นี่สงบเป็นสุข ยสะท่านมาที่นี่เถิด เมื่อยสะได้ยินก็ดีใจ รีบถอดรองเท้าเข้าไปเฝ้าพระ พุทธเจ้ายังที่ประทับถวายบังคม แล้วพระศาสดาตรัสเทศนาโปรดยสะ ด้วยธรรมพื้นฐานของบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่นักบวชหรือมีความรู้ความเข้าใจในทางธรรมมาก่อนด้วย อนุปุพพิกถา มีความว่าดัง นี้
1. ทาน พระพุทธองค์ทรงพรรณนาความเสียสละ การแบ่งปันสิ่งของที่เป็นของตนให้แก่ผู้อื่นด้วยเมตตากรุณา ไม่หวงแหนไว้เพื่อความสุขของตน การเสียสละได้แม้แต่เลือดเนื้อของตนโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นทานทั้งสิ้น
2. ศีล ได้แก่การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ด้วยการไม่กระทำความชั่วแก่ชีวิตผู้อื่นและ ตนเอง
3. สวรรค์ ข้อนี้ทรงชี้ว่าเพราะผลของการบำเพ็ญตน ตามธรรมข้อ 2 ดังกล่าวแล้ว จะเป็นผลให้ไปบังเกิดในสวรรค์ ได้แก่ภูมิที่ดีมีความสุขสงบ ไม่มีความวุ่นวาย
4. เนกขัมมานิสงส์ คือ การหลีกออกจากกาม จะทำให้ใจสงบ ไม่เร่าร้อน ไม่มีภัย และเวรทุกประการ
เมื่อได้แสดงธรรมพื้นฐานพอใจยสะแล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจ 4 เป็นลำดับต่อมา ส่วนบิดาของยสะเห็นลูกชายหายไปก็ออกติดตามพบยสะอยู่กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อบิดาของยสะฟังธรรมแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม จึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะตลอดชีวิต นับเป็นอุบาสกคนแรกที่ถึงพระรัตนตรัย ส่วนยสะเมื่อได้ฟังธรรมถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกได้สำเร็จเป็นพระโส ดาบัน ครั้งที่ ๒ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และขอบวชในเวลาต่อมา
รุ่งเช้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระยสะ เสด็จไปฉันอาหารที่บ้านของบิดาพระยสะพระพุทธ เจ้าทรงแสดงธรรมโปรดมารดาและอดีตภรรยาของพระยสะ ให้ได้เกิดดวงตาเห็นธรรม ประกาศตนเป็นอุบาสิกา ถึงพระรัตนตรัย นับเป็นอุบาสิกาคู่แรกของโลก ครั้นต่อมาเพื่อนของพระยสะ 54 คน ได้ออกบวชตามพระยสะจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ตามไปด้วย ทำให้เกิดพระอรหันต์ในตอนนั้นทั้งสิ้น 61 องค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็มีพระอรหันต์เกิดขึ้นอีกมากมาย
เมื่อได้กล่าวถึงอนุปุพพิกถาแล้ว ก็เลยอยากที่จะนำเอาเรื่องของอริยสัจ ๔ มาให้ศึกษากันอีกสักเรื่อง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับที่มาของคำภาวนาว่า เยธัมมา หรือ ธัมมา ด้วย

อริยสัจ 4 คือ ความจริง ๔ ประการ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ มี
1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
2. สมุทัย คือ เหตุทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ความอยาก อันได้แก่พวกตัณหานานาชนิด
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ทุกข์จะดับได้เมื่อมนุษย์หมดความอยาก
4. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ดับทุกข์

ความจริงทั้ง ๔ เริ่มจากความรู้เรื่องทุกข์ ว่ามีเหตุมาจาก สมุทัย คือ ความอยากนานาชนิด ดังนั้น ทุกข์ จึงเป็นผลของสมุทัย ส่วน นิโรธ ก็เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเหตุคือ มรรค อันหมายถึงวิธีที่จะทำให้ความอยากหมดไปได้ วิธีใช้อริยมรรค ๘ ประการ ซึ่งมีข้อปฏิบัติดังนี้

ข้อปฏิบัติอริยมรรค ๘ ประการ

1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือ มีปัญญาเห็นอริยสัจ ๔ ประการ เห็นว่าบุคคลทำดีย่อมได้ดี มารดาบิดาครูบาอาจารย์ เป็นผู้มีพระคุณ
2 . สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ความคิด ดำริชอบคือ ความคิดที่ถูกต้อง ได้แก่ การคิดที่จะทำจิตของตนเองให้เป็นอิสระ ไม่ให้ตกเป็นทาสของความรัก ความชัง และความหลงผิด
3. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ คือ ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่ยุยงให้แตกร้าว ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
4. สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ หรือมนุษย์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
5. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ คือ ไม่หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด ประกอบอาชีพที่บริสุทธิ์คนทุกคนต้องทำงานเป็นอาชีพ คนที่อยู่เฉยๆย่อมเป็นกาฝากสังคม
6. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือ เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วโดยทำความดี และเพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ต่อไป
7. สัมมาสติ การตั้งสติชอบ คือ ตั้งสติ พิจารณาร่างกาย พิจารณาเวทนา คือ ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ตลอดจนไม่สุข ไม่ทุกข์ พิจารณาจิตและธรรม รวม ๔ ประการ ให้รู้เท่าทันเห็นทั้งความเกิดและความดับ
8. สัมมาสมาธิ การตั้งใจชอบ คือ ตั้งมั่นแห่งจิต ดวงจิตที่มั่นคง ด้วยกำลังสมาธิย่อมไม่วอกแวก แม้มีอารมณ์ภายนอกมากระทบก็รักษาความปกติของจิตได้ เรียกว่าจิตมีสมาธิคือ ได้ฌาน
มรรคทั้ง ๘ ประการนี้สามารถทำให้มนุษย์หลุดพ้นและพบความสุขได้ในที่สุด นี่คือความจริงที่ปรากฏในอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ การรู้เห็น ความจริงดังกล่าวทำให้จิตของพระ องค์ในขณะนั้นพ้นจากอาสวะทั้งปวง ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานใดๆ ในรุ่งอรุณของคืนนั้น พระองค์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา

วิธีและธรรมเนียมการทำสังคายนา

ธรรมเนียมการสังคายนาก่อนที่จะจารึกลงเป็นตัวอักษร ใช้การท่องจำกันเป็นพวกๆ การท่องจำไม่ใช่อ่านจากหนังสือหรือตำรา ต้องท่องจำจากปากคำของอาจารย์โดยตรง เวลาท่องจำก็จำกันเป็นวรรคๆ เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีตัวหนังสือหรืออักษร มีแต่อาจารย์นั่นแหละเป็นหนังสือหรือตำรา เมื่อเป็นเช่นนั้นการที่จะจำอะไรไปได้ทั้งหมดจึงทำได้ยาก ต้องแบ่งกันจำไปเป็นพวกๆ ใครที่ชอบจำวินัยปิฎกก็จำไปพวกหนึ่ง ใครที่ชอบจำสุตตันตปิฎกก็จำไปพวกหนึ่ง หรือใครที่ชอบจำอภิธรรมปิฎกก็จำไปพวกหนึ่ง พวกที่จำอะไรไปยังต้องนำไปแบ่งแยกให้ผู้อื่นช่วยจำอีก อย่างวินัยปิฎก ใครจะจำตอนไหนก็จำเฉพาะตอนนั้นไป สุตตันตะปิฎกก็เหมือนกัน ใครจำหมวดไหนได้ก็จำหมวดนั้นไป อภิธรรมก็เหมือนกัน ผู้ที่สามารถจำได้หมดทั้งปิฎกก็หายาก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องมีการประชุมซักซ้อมกันอยู่เสมอๆผู้ที่จำพระพุทธวจนะปิฎกไหน ตอนไหนไว้ได้ ก็จัดรวมกลุ่มกันซักซ้อม
วิธีซักซ้อม คือต้องสวดขึ้นพร้อมๆกัน การซักซ้อมต้องทำเสมอๆมิฉะนั้นก็ลืม ธรรมเนียมการสวดมนต์เย็นหรือค่ำ ที่มีขึ้นตามวัดต่างๆนั้นก็เรียกกันว่า ซักซ้อม แต่เป็นการซักซ้อมแบบย่อย ๆ การสวดพระสูตรขึ้นพร้อมๆกันนี่แหละเรียกว่า สังคีติ หรือ สังคายนา แปลว่า ขับขึ้นพร้อมๆกัน
ปกติจะมีการสวดซักซ้อมย่อยไม่ให้ลืมกันอยู่เสมอ นานๆ จึงจะมีการประชุมใหญ่กันครั้งหนึ่ง โดยจะเลือกเอาเฉพาะผู้ที่จำได้มากๆและมีผู้นับถือกันว่าจำได้ถูกต้องแน่นอนมารวมกันเท่านั้นมาซักซ้อมกันเป็นการใหญ่ คือซักซ้อมกันทั้งหมด หากจะเอาพระวินัยขึ้นมาสวด ก็จะสวดวินัยไปจนจบ โดยมากจะจับเอาวินัยปิฎกขึ้นมาสวดก่อน ในการซักซ้อมกันนี้ ก็มีจำกันมาถูกต้องบ้างต่างกันไปบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมีการหารือกันว่า ความถูกต้องจะพึงมีอย่างไร เมื่อตกลงกันได้แล้วก็ให้ถือเอาอย่างที่ลงความเห็นกันแล้วว่าถูกต้องนั้นเป็นหลักเรียกว่า สังคายนา ที่ทำกันมาคราวหนึ่งๆ ในสมัยที่ยังไม่มีจารึกลงเป็นตัวอักษร ที่ทำกันเช่นนั้นก็เพื่อมิให้เกิดความเลอะเลือนสับสนขัดแย้งกัน นี่แหละคือวิธีการทำสังคายนาที่ทำกันมาครั้งที่ 1 – 2 – 3 – 4 และครั้งที่ 5 ที่ได้จา รึกลงเป็นตัวอักษรหรือหนังสือคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ถือกันว่าเป็นต้นฉบับที่แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ อย่างเช่น พม่า ไทย ยุโรป ก็ล้วนมาจากต้นฉบับเดียวกันนี้
อันที่จริงธรรมะของพระพุทธองค์ที่ยังไม่ได้จารึกลงไว้ในพระบาลีแห่งพระไตรปิฎกนั้นยังมีอีกมากถ้าเทียบกับน้ำในมหาสมุทร ส่วนพระธรรมที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ไตรปิฎกนั้นมีอยู่เทียบได้เท่ากับน้ำในตุ่ม น่าเสียดายที่พระพุทธองค์ พระอรหันต์ที่เชี่ยวชาญท่านได้นิพพานไปแล้วตั้งหลายร้อยปี จึงมีผู้คิดได้และจารึกธรรมเหล่านั้นเข้าไว้เป็นพระคัมภีร์และพระไตรปิฎกกัน
จากความรู้สึกของผู้เขียนเองว่า ธรรมะที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์ ซึ่งฉายออก มาจากพระทัยที่บริสุทธิ์นั้น เป็นธรรมที่ลึกซึ้งสุดจะกล่าว เพราะเป็นธรรมที่ถึงเหตุถึงผลอยู่กับพระ
ทัยที่บริสุทธิ์ล้วนๆ จึงเป็นธรรมที่อัศจรรย์และมีอานุภาพมากผิดธรรมดาจึงทำให้ผู้ที่ได้รับฟังธรรมใดๆ จากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์บรรลุผลได้ง่ายและมีมากมายเหลือจะพรรณนา บรรดาธรรมเหล่านั้น ไม่ว่าพระพุทธองค์หรือสาวกนำไปแสดงกับใครก็เกิดผลเห็นประจักษ์แก่ผู้รับฟังทั้งสิ้น
จากประวัติการทำสังคายนาพระธรรมแต่ละครั้ง ทิ้งช่วงห่างกันนานนับเป็นศตวรรษนี้เองเป็นเหตุทำให้คำภาวนาในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาคำว่า ธัม – มา ขาดหายไปจากวง การพระพุทธศาสนาอย่างไร้ร่องรอย ขาดหายไปนานจนไม่มีใครรู้ว่า ในอดีตเคยมีการปฏิบัติธรรมใช้คำภาวนาว่า ธัม – มา มาก่อน
นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีเรื่องของสงครามอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คำภาวนาว่า ธัม – มา ขาดหายไปจากวงการพระพุทธศาสนาอย่างไร้ร่องรอย ตามประวัตินั้นเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 1700 กองทัพต่างศาสนา ( ไม่ต้องรู้ก็ได้นะว่าเป็นศาสนาอะไร ) บุกเข้าเผาทำลายวัดวาอารามและฆ่าพระสงฆ์ในประเทศอินเดียล้มตายเป็นจำนวนมาก มหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของพระพุทธศาสนาและหอสมุดขนาดใหญ่สามหอ ซึ่งเป็นที่รวบรวมพระธรรมคัมภีร์สำคัญๆทางพระพุทธศาสนาก็ถูกเผา เผากันอยู่นานเป็นเดือนๆกว่าจะไหม้หมด
พระสงฆ์ที่หนีไปได้ ก็ขนเอาคัมภีร์พระไตรปิฎกและหนังสือพระพุทธประวัติติดตัวไปด้วยโดยหนีลงเรือไปทางพม่า ศรีลังกา เนปาล และทิเบต เป็นเหตุทำให้คัมภีร์พระไตรปิฎกและหนัง สือพระพุทธประวัติกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ
จวบจนกระทั่งหลวงพ่อลี ฉันทโก วัดภูน้ำเกลี้ยง อำเภออรัญประเทศ จังหวดสระแก้วไปได้หนังสือพระพุทธประวัติเก่าแก่จากพระสงฆ์รูปหนึ่งเมื่อครั้งที่ไปพบกันในป่า ทางเขตชัยภูมิและจังหวัดเลย ในหนังสือพระพุทธประวัติเล่มนั้นเขียนขึ้นโดยพระสงฆ์ชาวลังกา หลวงพ่อลีท่านจึงนำไปให้พระสงฆ์รูปหนึ่งที่รู้ภาษาลังกาแปลให้ ในหนังสือเล่มนั้นได้กล่าวถึงคำว่า ธัม – มา ไว้มากมาย หลวงพ่อลี ฉันทโก ท่านบอกว่าคำภาวนาว่า ธัม- มา นี้มีต้นกำเนิดมาจาก อริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ทรงค้นคว้าหาความจริง จนบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วนำไปแสดงธรรมให้ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าฟังจนเกิดดวงตาเห็นธรรม แล้วต่อมาพระอัสสชิ ซึ่งเป็นภิกษุรูปหนึ่งในปัญจวัคคีย์ได้นำธรรมโดยย่อว่า เยธัมมา ไปแสดงให้พระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรฟัง เมื่อพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรได้ฟังแล้วก็เกิดดวงตาเห็นธรรม ต่อจากนั้นพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรก็นำธรรมโดยย่อว่า เยธัมมา ที่ได้ฟังจากพระอัสสชิจนเกิดดวงตาเห็นธรรมแล้วนั้น ไปแสดงให้พระโกลิตะหรือพระโมคคัลลานะฟังบ้าง เมื่อพระโกลิตะหรือพระโมคคัลลานะได้ฟังธรรมโดยย่อว่า เย ธัมมา จากพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรแล้ว ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมตามไปด้วย
ธรรมโดยย่อว่า เยธัมมา ที่พระอัสสะชินำมาแสดงให้พระอุปติสสะหรือพระสารีบุตรฟังจนเกิดดวงตาเห็นธรรม กล่าวเต็มๆไว้ดังนี้
เยธัมมา เหตุปัปภวา ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ
เตสัง เหตุง ตถาคโต อาหะ พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น
เตสัญจะโย นิโร โธจะ และความดับของธรรมเหล่านั้น
เอวังวาที มหาสมโณติ พระมหาสมณะ มีวาทะตรัสไว้ดังนี้
ฟังตามเนื้อหาที่กล่าวมานี้อาจทำให้ ไม่ค่อยเข้าใจ จะขอขยายความให้เข้าใจกันใหม่อีกครั้ง หากยังไม่เข้าใจอีก ก็คงต้องไปอ่านในเรื่องของอริยสัจ 4 กันใหม่
ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ หมายถึง ทุกข์ ซึ่งเป็นผล
พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น หมายถึง สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ และความดับของธรรมเหล่านั้น หมายถึง นิโรธ ความดับทุกข์และ มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งรวมอยู่ในฝ่ายความดับทุกข์ พระมหาสมณะมีวาทะตรัสไว้ดังนี้ หมายถึง