เมื่อได้อ่านเรื่องราวจากประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์วัลลภ ธรรมบันดาล กันมาแล้ว ต่อไปนี้จะขอนำเอาเรื่องของไตรลักษณ์มาเขียนให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันบ้าง
ไตรลักษณ์ คือ สิ่งต่างๆที่อุบัติขึ้นบนโลก ประกอบอยู่ด้วย ลักษณะ 3 ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีความคงที่ หรือตายตัว
ทุกขัง แปลว่า เป็นทุกข์ หมายถึงสิ่งต่างๆที่มีลักษณะ มองดุแล้วน่าเศร้า น่าสังเวชใจ ทำให้เกิดทุกข์แก่ผู้ที่ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้นๆ
อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะ เสื่อมสลายผุพัง ไม่เหลืออันใดที่จะทำให้ยึดถือได้ว่ามีตัวตน หรือมีลักษณะ ที่จะทำให้ยึดถือได้ว่า มันเป็นตัวเรา ของเรา หรือของใคร
ลักษณะ 3 ประการนี้ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน มากกว่าคำสั่งสอนอื่นๆ ในบรรดาคำสั่งสอนทั้งหลาย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะมารวมกันอยู่ที่ การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ทั้งนั้น
เรื่องของความทุกข์ ที่จริงเคยมีการสอนกันมาก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้สอนลึกซึ้งถึงที่สุดไม่ประกอบด้วยเหตุผลที่สามารถชี้ให้เห็น ถึงวิธีดับทุกข์ที่สมบูรณ์จริงๆได้ เพราะยังไม่รู้จักความทุกข์เพียงพอ เท่ากับการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนเรื่องของอนัตตา ที่แปลว่า ไม่ใช่ตัวตนนี้ มีสอนแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ข้อนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้รู้แจ้งเห็นจริงจนถึงที่สุด แล้วเท่านั้น จึงจะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายที่อุบัติขึ้นบนโลกไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตนเองหรือของใคร
คำสอนเรื่องลักษณะ 3 ประการนี้ ถ้าปฏิบัติจนทำให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยาก ไม่มีอะไรที่น่าเป็น และ ไม่มีอะไรที่น่ามีเลยสักอย่าง จึงเรียกว่า เห้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
การเพ่งพิจารณาจนเห็นว่าว่างจากสาระที่ควรยึดถือนั่น คือ ตัวศาสนาที่แท้จริง เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม ตามหลักทาง พระพุทธศาสนา
คำว่า ว่างคำเดียว ก็เพียงพอ ที่จะรวบรวมเอาคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มารวมไว้ในตัวของมันเอง เมื่อมันไม่เที่ยงมีเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่ยั่งยืนถาวร ้เรียกว่า ว่าง
เมื่อพิจารณาแล้วว่า ไม่มีลักษณะใดที่จะคงทนเป็นตัวของมันได้ ถาวร ต้องเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามธรรมชาติ ก็เรียกว่า ว่างจากตัวตน
ถ้าผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวง จนเกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าอยาก ไม่มีอะไรน่าเอา ไม่มีอะไรน่าเป็น ไม่มีอะไรน่ามี ก็จะไม่ตกไปเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน จนเอนเอียงไปตามสิ่งยั่วยวนต่างๆให้เป็นทุกข์
คำว่าไม่มีอะไรน่าอยากในที่นี้ หมายถึง การอยากด้วยจิตที่หลงใหล อยากด้วยจิตที่ยึดถือแบบงมงาย มิได้หมายถึง ห้ามมิให้อยาก อะไรเสียเลย คนเรา จะอยู่ได้โดยไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรเลยก็ไม่ได้ ปกติคนเราต้องอยากมีทรัพย์สมบัติ มีบุตร มีภรรยา สามี มีเรือกสวน ไร่นา มีเงินมีทอง และอยากเป็นคนดี อยากเป็นผู้ชนะ หรืออยากเป็นผู้ไม่ถูกเอาเปรียบเสมอ
แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไม่ให้คนอยาก หมายถึง ไม่ให้อยากมากเกินความพอดี หรือไม่ให้อยากโดยไม่จำเป็น เพราะการอยาก เป็นเรื่องสมมุติทางโลก ความจริงคนเราจะเอาอะไร เป็นอะไร จริงๆไม่ได้เลย
เพราะว่า ทั้งคนที่จะเอา และสิ่งที่จะถูกเอามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนด้วยกันทั้งนั้น
คนเรา ถ้าเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจริง ก็จะไม่เกิดความรู้สึก ว่าอยากมี อยากเป็นนั่น เป็นนี่ อยากได้โน่นได้นี่จนเกิดทุกข์
ความอยากในภาษาบาลี เรียกว่า ตัณหา การที่คนมีความอยากก็เพราะไม่รู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรอยาก
ปกติคนเราเมื่อได้อะไรตรงตามความอยากแล้ว ก็มักจะโลภ อยากได้อยากมี อยากเป็นในสิ่งนั้นๆมากขึ้น แต่ถ้าไม่ได้ตรงตามความอยาก ก็จะดิ้นรนหาทางทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ตรงตามความอยากนั้นต่อไป ทำจนกว่าจะได้ตรงตามความอยาก และเมื่อใด ได้ตรงตาม ความอยากแล้ว ก็มักจะไม่หยุดความอยากอยู่แค่นั้น ยังจะดิ้นรนอยากได้ในสิ่งอื่นอีกจนเป็น วัฏสงสาร
คำว่า วัฏสงสาร ไม่ได้หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด ชาตินั้นชาตินี้เท่านั้น ยังหมายถึงการเวียนวน ของสิ่ง 3 สิ่ง คือ ความอยาก การกระทำตามความอยาก ผลของความอยาก วนเวียนเป็นวงกลม โดยไม่สิ้นสุดอีกด้วย
คนเราต้องทนทุกข์ทรมาน ก็เพราะติดอยู่ในวงกลม ของความอยากนี้ ถ้าใครหลุดออกไปจากวงกลมแห่งความอยากนี้ได้ ก็พ้นจาก ความทุกข์ และ ที่นั่นก็จะกลับเป็นนิพพานชั้นมนุษย์ ที่ไม่เดือดร้อน เป็นสุขกาย สุขใจ ไม่มีทุกข์ใดๆอีกเลย
วัฏสงสารนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน อันใหญ่หลวง ศีลธรรม จริยธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จำเป็นต้องพึ่งหลักธรรม ของพระพุทธศาสนาชั้นสูง จึงจะแก้ได้
พระพุทธเจ้าทรงจัดความอยากไว้ในเรื่องของ อริยสัจขข้อที่สอง ในฐานะที่เป็นมูลเหตุให้เกิดความทุกข์
ความอยากหรือตัณหา มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ
กามตัณหา อยากในสิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ภาวตัณหา ความอยากเป้นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้
วิภาวตัณหา อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้มีอย่างนี้
ความอยากทั้ง 3 อย่างนี้ หากเกิดขึ้นกับใคร ย่อมทำให้บุคคลผู้นั้นเดือดร้อนและเป็นทุกข์ทันที ดังนั้นคนเราจะพ้นทุกข์ได้ ก็ต้องทำ จิตใจให้พ้นจากความอยากทั้งปวงให้ได้ ด้วยการพิจารณาให้เห็นและเข้าใจถึงความไม่เที่ยง ไม่คงที่ของสิ่งต่างๆเหล่านั้น พิจารณาดูว่า มีสิ่งใดที่น่าเป็น สิ่งใดที่น่าเอา สิ่งใดที่น่าอยากเอามาเป็นของเรา เมื่อเอามาแล้ว ได้มาแล้ว มีอะไรบ้าง ที่จะอยู่กับเรา เป็นของเราตลอดไป การได้บุตร ได้ภรรยา สามี ได้มาแล้วเป็นอย่างไร มีความสุขอยู่ได้กี่ปี การได้ยศ ได้ตำแหน่ง หน้าที่การงาน สูงขึ้น มีความสุขกายสบายใจ หรือว่าทุกข์กายทุกข์ใจมากขึ้น ทุกอย่าง ล้วนนำภาระหน้าที่ และความทุกข์ยากลำบากมาให้ทั้งนั้น
ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า มีอะไรในโลกนี้ ที่จีรังยั่งยืน คงทนถาวรไม่เสื่อมสลาย ไม่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เมื่อคิดได้ ก็ทำใจยอมรับ ว่า เราก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดาของโลก คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกชีวิต หนีไม่พ้น เมื่อเราเกิดมาเป็นทารก ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู พอถึงช่วงที่เป็นวัยรุ่น ผิวพรรณผุดผ่อง น่ารักน่าใคร่ ใครๆ ก็อยากได้ไปเป็นเจ้าของ ต่อมา พอถึง วัยเป็นผู้ใหญ่ ผิวพรรณลดความผุดผ่อง หย่อนยานไปตามสภาพ ของวัยใครๆก็มองน้อยลง พอถึงวัยแก่ชรา สังขารเสื่อม เห็นชัดผิวพรรณเหี่ยวย่น หย่อนยาน จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เจ็บป่วยไม่ซ้ำโรค สายตาฝ้ามัวมองใครแทบจำหน้าไม่ได้ ถึงวัยนี้จะ ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้ ยิ่งถึงช่วงที่เป็นวัยเฒ่าทารก วัยนี้นอกจากผิวพรรณจะเหี่ยวย่นหย่อนยาน จนไม่มีที่ดีให้มอง และเจ็บป่วย สารพัดโรคแล้ว กลับเดินเองไม่ได้ กินเองไม่ได้ ขับถ่ายเองไม่ได้ จำใครไม่ได้ ไม่รู้จักแม้แต่ลูกหลานของตัวเอง ไม่รู้จักวัน ไม่รู้จักเวลา แล้วก็ลงเอยด้วยการละสังขาร ไม่เหลืออะไรไว้ให้ใครเห็น ว่ามีตัวมีตนอีกเลย มีแต่ความว่างเปล่า มีแต่ความดี กับความชั่ว ที่เคยทำกันเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ระลึกนึกถึงหรือสาปแช่งเท่านั้น หากเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ทำความดีไว้มาก ลูกหลานและคนทั่วไป ก็จะระลึกถึงคุณงามความดีนั้นอยู่ ไม่สูญหาย ไม่ตายเปล่า แต่ถ้าเคยก่อกรรมทำชั่วไว้มาก คนก็ยังคงสาปแช่งกันอยู่ลูกหลานก็ได้รับความเสื่อมเสีย เสียใจกันอยู่
เมื่อได้อ่านเรื่องของไตรลักษณ์กันไปแล้วคงจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่าน เกิดความรู้สึกที่ดี ๆ และมีประโยชน์ แก่ท่านผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะ ท่านที่มีความเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก ความสามัคคี ภายในครอบครัว
ที่ยกเอาเรื่องของความรัก ความสามัคคีภายในครอบครัว มากล่าวถึง ก็เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากกว่า เรื่องอื่นใด ดูจากประสบการณ์ ของผู้ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์วัลลภ ในแต่ละวัน ก็จะเห็นว่ามีแต่เรื่องของความหึงหวง และความไม่สามัคคีกันในครอบครัว มาเป็นลำดับต้นๆลำดับรองลงมา ก็ได้แก่การเงิน ทรัพย์สมบัติ การงาน บุตรหลานและปัญหา สุขภาพ ปัญหาเกิดขึ้นเพราะคนไม่เข้าใจ ในเรื่องของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างจริงจังมาก่อน จึงไปหลงยึดติด ยึดมั่นว่า สิ่งนั้น สิ่งนี้ คนนั้น คนนี้ เป็นของตน จะต้องอยู่กับตน เป็นสมบัติของตนตลอดไป ทั้งๆที่ ความจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ถาวร เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก สูญสลาย ลงท้าย ไม่มีอะไรเหลือไว้ ให้ใคร เป็นของใครได้เลย
หากท่านทั้งหลาย ที่ประสบปัญหานั้น รู้และเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง ของไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาบ้าง ก็คงจะไม่ ร้อนกายร้อนใจ จนไม่เป็นสุขเหมือนที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ช่วยให้ยับยั้ง ชั่งใจไม่ทำอะไรอย่างคนขาดสติ ที่ไปตามด่า ตามฆ่า หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายด้วย ความหึงหวงตามกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นเรื่องของสมมุติทางโลก
หากเข้าใจและยอมรับความจริงว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นธรรมดาของโลก ก็ควรจะปลง ทำใจยอมรับว่า ความตายเป็นธรรมดา การพลัดพรากจากคนที่ตนรัก เป็นธรรมดา เราไม่จากเขา เขาก็ต้องจากเรา ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้ เมื่อเข้าใจ และทำใจยอมรับสภาพความจริงตามวัฏจักรของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ ก็เลิกหึงหวง ยึดติดยึดมั่นว่า คนนั้น คนนี้ เป็นของตนเสียเถอะ ปัจจุบันอยู่กับใครก็ทำหน้าที่ของตน ให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ก็พอ แต่ถ้าบังเอิญจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ทำใจยอมรับ แล้วตั้งอกตั้งใจทำมาหากิน ในทางสุจริต สร้างคุณงามความดี ต่อไป คนเรา ถ้าวาสนา จะมีคู่ ไม่ต้องดิ้นรนก็มีเอง ถ้าได้คู่ตามวาสนา มักได้คนดี แต่ถ้าได้คู่จากการดิ้นรน มักได้คนไม่ดี และอยู่กันไม่ยืด ทำให้เป้นปัญหาของสังคมตามมาดังกล่าว