Thai English Chinese












 

คำภาวนาว่า นะ นะ นะ นี้ หลวงพ่อลี ฉันทโก ท่านบอกว่าเป็นคำภาวนามาจากพระคาถา ธรรมคาถาหนึ่งในแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ สามารถใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรมดังจะเห็นได้จากการสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาที่ต้องใช้คำว่า นะ นำหน้าอยู่เสมอ เช่น นะโมตัสสะ , นะโมพุทธายะ , นะมะพะธะ , นะชาลิติ, เป็นต้น หรือแม้แต่การปฏิบัติธรรมภาวนาว่า พุทโธ ก็ต้องเริ่มต้นด้วย นะ จะปฏิบัติธรรมภาวนาว่า สัมมา- อรหัง ก็ต้องเริ่มต้นด้วย นะ จะปฏิบัติธรรมภาวนาว่า ยุบหนอ-พองหนอ ก็ต้องเริ่มต้นด้วย นะ จะสวดมนต์บทใดๆก็ต้องเริ่มต้นด้วยนะทั้งนั้น
หลวงพ่อลี ฉันทโก ท่านบอกว่า นะคำเดียวนี้ ในภาษาบาลีแปลว่าไม่ ( หมายถึงคำปฏิ เสธ ) แต่คำปฏิเสธในภาษาบาลีมีอยู่ด้วยกันสองคำคือคำว่า นะ กับคำว่า อะ คำว่า นะ หมายถึงการปฏิเสธที่จะทำผิดศีลผิดธรรม ไม่สร้างเวร ไม่ก่อกรรม ไม่ทำบาป ส่วนคำว่า อะ หมายถึง การปฏิเสธที่จะทำความดีทุกอย่าง เช่นไม่อยู่ในศีลในธรรม จะทำแต่กรรมชั่วกรรมไม่ดี และบาปทั้งปวง จึงเรียกกันติดปากว่า อกุศล เชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติมาภาวนาคำว่า นะ นะ นะ ต่อหน้าพระพุทธรูป ต่อหน้ารูปครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มูลนิธิธรรมบันดาล ก็เท่ากับผู้ปฏิบัตินั้น ได้มาเปล่งวาจาสัญญากันว่า จะไม่ทำผิดศีลผิดธรรม ไม่สร้างเวร ไม่ก่อกรรม ไม่ทำบาป ตามหลักทางพระพุทธศาสนากัน ด้วยอานิสงค์จากการประกาศสัจจะวาจาสัญญาว่า จะไม่สร้างเวร ไม่ก่อกรรม ไม่ทำบาปไม่ทำผิดศีลผิดธรรมกันนี่เอง ส่งผลทำให้ได้ยินไปถึง เทพ, พรหม, เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเทพ, พรหม,เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ยิน ท่านก็พากันสรรเสริญและมาช่วยผู้ปฏิบัติ ด้วยการทำให้ผู้ปฏิบัติมีปฏิกิริยาอาการแสดงกันออกมา เพื่อเป็นการบอกให้ผู้ปฏิบัตินั้นรู้ว่า เทพ,พรหม, เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านมาช่วยแล้ว หากผู้ปฏิบัติยังหมั่นสร้างบุญทำกุศลกรวดน้ำแผ่เมตตา รักษาศีลปฏิบัติตัวตามที่ได้เปล่งวาจาสัญญาไว้ต่อไปเรื่อยๆ ครูบาอาจารย์ตลอดทั้ง เทพ, พรหม,เทวดา,และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็จะมาช่วยทำให้ปฏิบัตินั้น ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง มีโชคมีลาภ ประสบความ สำเร็จ พ้นทุกข์พ้นภัย ชนะมารชนะศัตรูคู่แข่งกันไปตามบุญตามกุศลของผู้ปฏิบัติต่อไป

อาจมีบางท่านสงสัยกันว่าปฏิกิริยาอาการหรือสภาวธรรมที่แสดงออกมานั้น เป็นเดียรัจฉาน วิชาหรือไม่ ก่อนอื่นก็อยากจะอธิบายความหมายของคำว่า เดียรัจฉาน ให้เข้าใจกันเสียก่อน คำว่าเดียรัจฉานเขาแปลว่า แตก, แยก, ขยาย, กระจายออก, หากนำคำว่าวิชาหมายถึงความรู้หรือคำว่าสัตว์หมายถึงสัตว์ทุกจำพวกมาต่อท้ายคำว่า เดียรัจฉาน ก็จะมีความหมายไปตามสิ่งที่ต่อท้ายนั้นๆ อย่างเช่น เดียรัจฉานวิชา ก็หมายถึงวิชาที่แตกแขนงแยกออกไปเป็นหมวดเป็นหมู่ เช่น วิชาคณิต ศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชามนุษย์ศาสตร์ วิชาแพทย์ศาสตร์ วิชาไสยศาสตร์ หากนำคำว่าสัตว์มาต่อท้ายคำว่า เดียรัจฉาน ก็จะหมายถึงสัตว์จำพวกต่างๆอย่างเช่น สัตว์มีปีก สัตว์ไม่มีปีก สัตว์ เลื้อยคลาน สัตว์มีขา สัตว์บก สัตว์น้ำ หรือแม้แต่มนุษย์ก็อยู่ในจำพวกสัตว์นั้นด้วย ปฏิกิริยาอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติหากจะเรียกว่า เดียรัจฉานวิชา หมายถึงวิชาที่แตกต่างไปจากผู้อื่นก็ไม่เห็นเป็น เรื่องแปลกหรือเสื่อมเสียแต่ประการใด

ในเรื่องของปฏิกิริยาอาการหรือสภาวธรรมที่ผู้ปฏิบัติแสดงกันออกมานี้ มีคนจำนวนมากเข้าใจว่า เป็นวิธีการสะกดจิตหมู่บ้าง เป็นการทรงเจ้าเข้าผีบ้าง ในกรณีนี้ได้มีการพิสูจน์และทดลอง
กันมามากแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทางด้านอาจารย์วัลลภ ธรรมบันดาล ท่านก็อธิบายตามความรู้และความเข้าใจของท่านว่า ปฏิกิริยาอาการที่แสดงกันออกมานั้น เกิดจากสภาวะจิตที่ขาวสะอาดของผู้ปฏิบัติเอง จิตที่ขาวสะอาดเป็นจิตที่เทพ, พรหม, เทวดา, ตลอดทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านเลื่อมใสศรัทธาและยินดีสนับสนุนเสริมบารมีให้ผู้ปฏิบัตินั้นๆ อาจารย์วัลลภท่านบอกให้พิจารณาดูตัวอย่างจากพระสงฆ์บางรูป ตอนที่บวชใหม่ๆท่านก็เป็นพระสงฆ์ธรรมดาๆ ยังไม่มีความขลัง ยังไม่มีความศักดิ์สิทธิ์และยังไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไร แต่พอท่านบวชไปปฏิบัติธรรมของท่านไปอย่างเคร่งครัด จิตของท่านก็ขาวสะอาดบริสุทธิ์เปิดโอกาสให้เทพ ,พรหม, เทวดาและศักดิ์สิทธิ์ วาดสภาวธรรมลงไปบนดวงจิตที่ขาวสะอาดของพระสงฆ์รูปนั้นๆ บางรูปถูกกำหนดสภาวธรรมให้ได้มรรคผลนิพพาน บางรูปถูกกำหนดสภาวธรรมให้เป็นพระโพธิสัตว์ บางรูปถูกกำหนดสภาว ธรรมให้จิตว่างขาวสะอาดเป็นพระสุปฏิปัณโณ บางรูปถูกกำหนดสภาวธรรมเมตตาลงไปที่จิตอันขาวสะอาด จนกลายเป็นจิตเมตตารับภาระเป็นเกจิอาจารย์ช่วยสงเคราะห์ผู้อื่น