Thai English Chinese












 

เรื่องของความเชื่อเป็นเรื่องของนานาจิตตัง แต่ละคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปมีทั้งเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อในสิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริงอันหาสาระไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครจะไปบังคับหรือห้ามไม่ให้ใครเชื่อในสิ่งนั้นๆได้

เรื่องของคนเชื่อมั่นตนเองข้างเดียว โดยไม่ฟังความคิดเห็นจากใครเลย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นับว่าเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของคนเรามาก มากถึงขนาดทำให้เสียโอกาสเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย บางรายถึงกับเสียอนาคตหรือไม่ก็เสียชีวิตไปเลยก็มี ส่วนคนที่เชื่อคำพูดหรือเชื่อคำแนะ นำของผู้อื่นอย่างไม่มีเหตุผลหรือเชื่อกันแบบงมงาย ก็เป็นปัญหาพาให้เดือดร้อนตนเองและหมู่คณะได้ไม่แพ้กัน
ปกติธรรมดาคนส่วนมาก พอได้ยินหรือเห็นใครทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยก็มักจะไม่เชื่อและไม่ศรัทธาไว้ก่อน ไม่เชื่อไม่ศรัทธาเพราะกลัวถูกหลอกไม่เชื่อไม่ศรัทธาทั้งๆที่ตนก็มีเรื่องทุกข์ร้อนและอยากขอความช่วยเหลือ กรณีนี้ถือว่าดี บางคนไม่เชื่อไม่ศรัทธาเพราะมีทิฐิความอวดดื้อถือดีแถมยังดูหมิ่นภูมิปัญญาและความสามารถของผู้อื่นเสียเลยก็มี
นอกจากความไม่เชื่อดังกล่าวแล้ว ยังมีคนไม่เชื่ออีกประเภทหนึ่ง ที่นับว่าเป็นอุปสรรคในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของอาจารย์วัลลภมากคือ คนประเภทให้ลองไม่ลอง ให้ทำไม่ทำให้หาเหตุผลไม่หา อธิบายให้ฟังก็ไม่ฟัง กับคนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมอย่างจริงจนสัมผัสอะไรได้มาก่อน และคนประเภทรู้ธรรมะแต่เพียงด้านเดียว ดุจคนตาบอดคลำช้างสมัยพระพุทธ เจ้า
อาจารย์วัลลภเล่าให้ฟังว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว ในเมืองสาวัตถีพระราชารับสั่งให้คนตาบอดทั้งหมดเข้าเฝ้า เมื่อคนตาบอดเข้าเฝ้าตามคำสั่งของพระราชาแล้ว พระราชาก็ทรงรับสั่งให้คนตาบอดไปยืนคลำช้างตามที่ต่างๆของตัวช้าง บางคนก็คลำศีรษะช้าง บางคนก็คลำหูช้าง บางคนก็คลำงาช้าง บางคนก็คลำงวงช้าง บางคนก็คลำท้องช้าง บางคนก็คลำขาช้าง บางคนก็คลำหลังช้าง บางคนก็คลำหางช้าง เรียกว่าแต่ละคนก็คลำกันไปคนละที่ ต่างคนต่างก็เข้าใจรูปลักษณะของช้างแตกต่างกันไป
เมื่อคนตาบอดเหล่านั้นถูกพระราชาตรัสถามว่า ช้างมีรูปร่างเป็นอย่างไร คนตาบอดที่คลำอยู่ที่ศีรษะของช้างก็กราบทูลว่าช้างมีรูปร่างเหมือนหม้อต้มน้ำ คนที่คลำอยู่ที่หูของช้างก็กราบทูล
ว่าช้างมีรูปร่างเหมือนกระด้ง คนที่คลำอยู่ที่งาของช้างก็กราบทูลว่าช้างมีรูปร่างเหมือนผาล คนที่คลำอยู่ที่งวงของช้างก็กราบทูลว่าช้างมีรูปร่างเหมือนงอนไถ คนที่คลำอยู่ที่ท้องของช้างก็กราบทูลว่าช้างมีรูปร่างเหมือนฉางข้าว คนที่คลำอยู่ที่ขาของช้าง ก็กราบทูลว่าช้างมีรูปร่างเหมือนเสาเรือนคนที่คลำอยู่ที่หลังของช้างก็กราบทูลว่า ช้างมีรูปร่างเหมือนครกตำข้าว คนที่คลำอยู่ที่หางของช้างก็กราบทูลว่า ช้างมีรูปร่างเหมือนไม้กวาด
คนตาบอดเหล่านั้น ต่างก็ถกเถียงกันคอเป็นเอ็นว่า ช้างมีรูปร่างเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เถียงกันต่อหน้าพระที่นั่ง พระราชาทรงพระสรวลด้วยความขบขันเป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้น่าจะนำเอาไป เปรียบเป็นตัวอย่างใช้กับคนที่รู้อะไรไม่จริง แล้วเที่ยวนำเอาไปวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิติเตียนภูมิ ปัญญาตลอดทั้งความรู้ความสามารถของผู้อื่นอย่างคนคะนองปากได้ เพราะเขาเหมือนคนพาลตาบอดไม่มีจักษุ จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ ไม่รู้ธรรมะและไม่เข้าใจในหลักธรรมพอ จึงต่างก็ทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานในเวลาต่อมาว่า
เหล่าสมณะพราหมณ์ที่ยึดมั่นในทิฐิ ( ความเห็นผิด ) อันหาสาระมิได้มองอะไรในแง่มุมเดียว ย่อมมีเหตุให้ทะเลาะวิวาทกัน คนตาบอดดูช้างดูอย่างไรก็ไม่เห็นช้างทั้งตัว อาศัยมือคลำดูคลำถูกส่วนไหนก็คิดว่าช้างมีรูปร่างเป็นอย่างนั้น พูดกับใครก็ต้องทะเลาะกันเถียงกันจนเป็นที่ขบ ขันของคนตาดี ในสังคมปัจจุบันก็มีคนตาบอดประเภทนี้อยู่ไม่น้อย ชอบกล่าวคำตำหนิติเตียนภูมิปัญญาและความสามารถของผู้อื่นโดยตัวของผู้ที่ตำหนิติเตียนผู้อื่นนั้น ก็ยังไม่ได้เข้าไปพิสูจน์ความจริงหรือทำในสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้เลย บางคนไม่เคยเห็น ไม่เคยไปสัมผัสอะไรมาก่อน พอมีใครไปถามในสิ่งที่ตนไม่คุ้นเคยก็จะเอะอะโวยวายไว้ก่อนว่าไม่ใช่หลักทางพระพุทธศาสนาบ้าง ไม่ใช่แก่น ของพระพุทธศาสนาบ้าง เป็นเดียรัจฉานวิชาบ้าง บางรายถึงกับลงความเห็นว่าหลอกลวงกันไปเลยก็มี ถ้าหากสังเกตให้ดีๆจะพบว่าคนที่ชอบแสดงตนเป็นผู้รู้ธรรมะแล้วออกมาตำหนิติเตียนผู้อื่นเสีย ๆหายๆเหล่านั้น ไม่เคยมีใครเลยที่ปฏิบัติธรรมมาจริงๆ เห็นมีแต่ปฏิบัติธรรมกันแบบธรรมะแฟชั่น กันทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ไปสืบดูอย่างดีก็แค่เปิดหนังสือพระพุทธประวัติหรือไม่ก็คัมภีร์พระไตรปิฎกอ่านแล้วก็นำมาพูดอวดตนเป็นผู้รู้ข่มผู้อื่น ด่าผู้อื่น จนโด่งดังทั้งนั้น
ความจริงเรื่องราวของการปฏิบัติธรรม หรือเรื่องราวของพระพุทธประวัติเป็นเรื่องที่คนนับถือพระพุทธศาสนาจริงๆ ต่างก็เล่าเรียนมาจากคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่สังคายนากันหลังจากพระ พุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วตั้งสี่ห้าร้อยปีด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครได้เห็นหรือได้ฟังคำตรัสจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้ามาด้วยตัวเองเลยสักคน พูดกันให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ไม่มีใครเกิดทันพระพุทธ เจ้าด้วยกันทั้งนั้น แล้วจะมาวิพากษ์วิจารณ์ให้แตกแยกกันทำไม ถ้าเห็นว่าใครทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง หรืออาจนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่คณะหรือองค์กร ก็แนะนำกันด้วยเหตุด้วยผลแบบรู้กันเฉพาะภาย ในไม่กี่คนก่อนจะเหมาะสมกว่า ไม่ใช่นำไปโจมตีกันไปโจมตีกันมาตามสื่อหรือต่อหน้าสาธารณะ ชนเพราะคนที่ถูกตำหนิติเตียนหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้นไม่ได้เสื่อมเสียหรือเสียหายเพียงลำพัง แต่ ยังเสื่อมเสียไปถึงสถาบันศาสนาอีกด้วย การว่ากล่าวโจมตีกันไปโจมตีกันมามันก็เหมือนกับสาวไส้ให้กากิน คนนอกศาสนาเขาจ้องที่จะทำลายพระพุทธศาสนากันอยู่รู้ไหม เลิกเสียทีเถอะ เลิกแสดงตัวคล้ายกับเป็นพระศาสดากลับชาติมาเกิดเสียที ผู้เขียนเองศึกษามาแค่เปรียญธรรม 9 ประโยค ความรู้น้อย ไม่กล้าที่จะออกความคิดเห็นอะไรให้มากไปกว่านี้ แต่ที่ต้องนำเอาเรื่องของการตำหนิติเตียนและโจมตีกันไปโจมตีกันมาตามสื่อหรือสาธารณะชนของคนบางคนมากล่าวถึง ก็เพราะเป็นห่วงเกรงว่าคนที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหรือทางธรรมมาก่อน จะสับสนและเสื่อมศรัทธากันไปเสียหมด ดูศาสนาพุทธในประเทศอินเดียปัจจุบันไว้เป็นตัวอย่างบ้างเป็นไร