Thai English Chinese












    ตัดกรรมได้จริงหรือ
 

       ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรม ดังคำกล่าวที่ว่าบุญนำกรรมแต่ง เพราะบุญจะนำเราไปในทางที่ดี ส่วนกรรมจะแต่งไปในทางชั่ว ไม่ว่าเราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม กรรมจะให้ผลทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป กรรมจะตามติดเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมรรคผลนิพพาน เราจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดกันไม่รู้จบส่งผลให้มีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันอยู่ในทุกวันนี้  
       คุณเชื่อหรือไม่ว่ากุศลกรรมตัดอกุศลกรรมได้ ถ้าเชื่อก็หมายความว่าคุณยอมรับแล้วว่าคนเรานั้นสามารถตัดกรรมได้จริงๆ แต่ถ้าไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ หรือยังสงสัยอยู่ ลองอ่านเรื่องราวของ คุณนพเก้า แล้ว คุณจะรู้ว่าการตัดกรรมนั้น เขาทำกันอย่างไร และคนเราสามารถตัดกรรมได้จริงๆ หรือ
       ครั้งแรกที่ดิฉันเห็นโฆษณาขายหนังสือ กรรมฐานตัดกรรม”ของท่านอาจารย์วัลลภทางอินเตอร์เน็ท ดิฉันมีอคติมาก ไม่เชื่อถือศรัทธาอะไรเลย เพราะเคยได้ยินพระและผู้รู้ในทางธรรมท่านพูดบ่อยๆ ว่า “กรรมไม่มีใครเอาอะไรไปตัดได้” เพิ่งจะเป็นกบออกนอกกะลา เมื่อตอนที่ดิฉันตั้งท้องอ่อนๆ แล้วสามีนอกใจไปมีคนอื่นนี่เอง
       ดิฉันเพิ่งแต่งงานกับสามีเมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 หลังจากที่คบหาดูใจกันมากว่า 10 ปี เขาอายุมากกว่าดิฉัน 2 ปี ทำงานที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ส่วนดิฉันทำงานที่บริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของเมืองไทย เรารู้จักกันในหน้าที่ เจอกันครั้งแรกวันที่เขาเข้ามานำเสนอแผนโฆษณาให้บริษัทของดิฉัน ขณะนั้นดิฉันเพิ่งเรียนจบและเข้ามาทำงานในฝ่ายการตลาดของบริษัทได้ไม่ถึง 1 เดือน 
       เขาทำงานเก่ง คล่อง มั่นใจในตัวเอง และพูดภาษาอังกฤษดีมาก ดิฉันจึงชื่นชมและคิดเอาเขาเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน เราติดต่องานกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสนิทสนมและเริ่มชอบพอกัน หลังจากที่รู้จักกันได้ประมาณ 3 ปี เราก็คบกันอย่างเปิดเผย จนกระทั่งหลายปีผ่านไป ต่างคนต่างได้เลื่อนตำแหน่งเป็นระดับผู้บริหารเงินเดือนเหยียบแสน เมื่อมั่นใจว่ามีความพร้อมมากขึ้นเราจึงแต่งงานกัน 
       ในช่วงแรกของการใช้ชีวิตคู่ สามีดูแลดิฉันดีมาก แต่เขาจะกลับบ้านดึกบ่อยๆ เพราะต้องไปเอ็นเตอร์เทนลูกค้าบางวันก็ทำงานจนดึกดื่น ซึ่งดิฉันก็เข้าใจว่าลักษณะงานของเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ บางครั้งเสาร์-อาทิตย์เขาก็ต้องไปออกรอบตีกอล์ฟกับลูกค้า มีหลายครั้งที่เขาต้องไปดูแลลูกค้ารายใหญ่ขณะถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาที่ต่างจังหวัด ถ้ามีครั้งไหนที่สามารถพาดิฉันไปได้ เขาก็จะพาไปเสมอ 
       เมื่อติดตามสามีไปโน่นมานี่บ่อยๆ เข้า ดิฉันจึงเริ่มรู้สึกว่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะทุกครั้งที่ไปดิฉันต้องนั่งดูเขาทำงานทั้งวันโดยไม่มีอะไรทำ พอเบื่อมากๆ เข้าดิฉันจึงขอรอเขาอยู่ที่บ้าน แล้วปล่อยให้เขาออกไปทำงานข้างนอกคนเดียว ซึ่งเขาก็จะโทรศัพท์กลับมาหาดิฉันวันละหลายๆ รอบด้วยความเป็นห่วง
       ดิฉันไม่เคยระแคะระคายเลยว่าสามีกำลังคิดนอกใจ เพราะเขาทำตัวเป็นปกติทุกอย่าง แล้วเราก็เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ถึงจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่เขาก็ซื้อบ้านหรูในหมู่บ้านดีๆ ให้ดิฉันอยู่ โดยใช้ชื่อดิฉันเป็นเจ้าของบ้าน ทั้งยังตกแต่งบ้านเสียสวยงาม ร่มรื่น มีคนรับใช้คอยดูแลทำความสะอาดบ้าน 2 คน ทำให้ใครต่อใครพากันอิจฉาที่ดิฉันได้สามีดี 
       หลังจากแต่งงานกันได้ประมาณ 2 ปี ดิฉันก็ตั้งท้อง สามีดีใจมากที่เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน เขาหาคนขับรถมาให้ดิฉัน 1 คน จะได้ไม่ต้องขับรถไปทำงานเอง ดิฉันคิดว่าเขาเอาใจใส่ดิฉันดีมาก แม้จะไม่ค่อยมีเวลาแต่ก็อำนวยความสะดวกให้ดิฉันทุกอย่าง ช่วงหลังพี่สาวเห็นดิฉันอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ จึงหมั่นมาหาและมาอยู่เป็นเพื่อน พี่สาวดิฉันมักประชดประชันสามีว่า “จำทางกลับบ้านได้ด้วยหรือ” ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน จนดิฉันกลัวว่าจะกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมา มองหน้ากันไม่ติดสักวันหนึ่ง
       วันหนึ่งพี่สาวของดิฉันโทรศัพท์มาหาและถามว่าสามีของดิฉันอยู่ที่ไหน ดิฉันถามว่ามีอะไร พี่สาวก็บอกว่าไม่ จะแวะมารับดิฉันไปทานข้าว ดิฉันจึงบอกว่าสามีไม่อยู่ไปทำงานที่ต่างจังหวัด กำลังเหงาอยู่พอดี พี่สาวมาถึงบ้านดิฉันแล้วไม่ยอมลงจากรถ กลับจอดบีบแตรเรียกดิฉันหน้าบ้านเหมือนจะรีบไปไหนสักแห่ง ดิฉันจึงหยิบกระเป๋าและรีบเดินไปที่รถพี่สาว แต่ก็อดบ่นไม่ได้ว่า “ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ เดี๋ยวลูกในท้องทะลักออกมาทำไง”
       พี่สาวของดิฉันบอกว่าจะรีบไปจับคนโกหก แล้วย้อนถามดิฉันว่า “เธอไม่รู้เลยเหรอว่าสามีกำลังมีเมียน้อย” ดิฉันช็อคมาก พยายามคิดว่าพี่สาวล้อเล่น แต่พี่สาวดิฉันมีท่าทางโกรธแค้นจริงๆ ดิฉันอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก สับสนมากได้แต่นั่งเงียบตลอดทาง พี่สาวพาดิฉันไปที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วบอกให้ดิฉันเข้าไปในห้องกระจกติดแอร์ ซึ่งในนั้นมีเพื่อนของพี่สาวนั่งอยู่ก่อนแล้ว 2-3 คน ดิฉันถามสั้นๆ ว่า “อยู่ไหน” เพื่อนของพี่สาวจึงชี้ไปที่โต๊ะด้านนอก 
       ดิฉันเห็นสามีนั่งโอบไหล่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องในแผนกของเขาเอง ดิฉันบรรยายไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง จำได้ว่าน้ำตาไหล ตัวสั่น มือเย็นเฉียบ พี่สาวของดิฉันทนไม่ไหวจึงเดินออกไปหาสามีของดิฉันทางด้านนอก โดยมีเพื่อนๆ วิ่งตามไป ทั้งคู่มีท่าทางตกใจมาก สามีของดิฉันเดินหน้าซีดตามพี่สาวดิฉันเข้ามาในห้อง พี่สาวถามสามีว่าจะเอายังไง เมียกำลังท้องกำลังไส้ ยังทำกันได้ลงคอ สามีบอกใจเย็นๆ เขาไม่คิดจริงจังกับผู้หญิงคนนั้น มีอะไรให้ไปคุยกันที่บ้าน 
       วันนั้นดิฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องไห้เสียใจ บอกสามีว่าขออยู่คนเดียวสักพัก ส่วนเขาจะไปอยู่กับใครที่ไหนก็เชิญ คืนนั้นพี่สาวมานอนค้างกับดิฉัน และขอดิฉันให้ร้องไห้แค่วันเดียว เพราะความรู้สึกนี้จะถ่ายทอดไปถึงลูกในท้อง ทำให้ลูกในท้องรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย ดิฉันจึงพยายามข่มใจ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาดิฉันจะชอบค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม บางครั้งก็ดาวน์โหลดเสียงพระเทศน์มาฟังก่อนนอนเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน
       วันหนึ่งดิฉันเจอเว็ปไซต์ของมูลนิธิธรรมบันดาล เห็นมีรูปภาพน่าสนใจจึงลองเข้าไปศึกษาข้อมูลดู แต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเกินจริงจึงไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ไม่นานจากนั้นดิฉันได้เห็นโฆษณาขายหนังสือ กรรมฐานตัดกรรม”ของท่านอาจารย์วัลลภทางอินเตอร์เน็ตอีก จึงรู้สึกต่อต้านว่าคนเรานั้นจะเอาอะไรมาตัดกรรมได้อย่างไร 
       ประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากวันที่รู้ว่าสามีนอกใจ เขายังไม่กลับบ้านมาเคลียร์กับดิฉันเลย ดิฉันเสียใจและน้อยใจมากถึงขั้นคิดที่จะประชดสามีด้วยการไปทำแท้งเอาเด็กออก   โชคดีที่วันหนึ่งพี่สาวแวะมาหาบอกว่ามีหนังสือดีๆ มาให้อ่าน ดิฉันหยิบออกจากถุงแล้วก็ต้องประหลาดใจมาก เพราะหนังสือเล่มนั้นคือ “กรรมฐานตัดกรรม” ของท่านอาจารย์วัลลภนั่นเอง 
       เมื่ออ่าน “กรรมฐานตัดกรรม” จบแล้ว ดิฉันจึงล้มเลิกความคิดที่จะทำแท้งเอาลูกในไส้ออก เพราะสำนึกผิดและเกรงกลัวผลกรรมที่จะตามมาในภายหลัง ทั้งยังรู้แจ้งในความหมายของคำว่า “ตัดกรรม” เป็นอย่างดี 
       อาจารย์วัลลภท่านสอนไว้ในหนังสือว่า เวรระงับได้ด้วยการไม่จองเวรฉันใด กรรมย่อมระงับได้ตัดได้ ด้วยการไม่กระทำกรรมชั่วและอกุศลทั้งปวงฉันนั้น คำว่า “กรรมไม่มีใครเอาอะไรไปตัดได้” เป็นคำพูดของคนที่ดวงตาไม่เห็นธรรม จึงไม่รู้ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนให้คนตัดกรรมด้วยการรักษาศีลห้า ทั้งปาณา อทินณา กาเม มุสา และสุราเม ล้วนเป็นคำตรัสที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้คนตัดกรรมทั้งสิ้น หากคนเราตัดกรรมชั่วหันมาทำกรรมดีไม่ได้ก็ไม่เหมาะที่จะเป็นคนแล้ว 
       ท่านยังบอกอีกว่า อดีตกรรมทำแล้วย่อมตัดไม่ได้ แต่ปัจจุบันกรรมเป็นกรรมเฉพาะหน้า กรรมเร่งด่วนที่ควรตัดก่อนด้วยการรักษาศีล ใครที่สามารถปฏิบัติตัวตามศีลห้าที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทางไว้ ก็เท่ากับผู้นั้นได้ตัดกรรมให้กับตนเองแล้ว ถ้าตัดกรรมในปัจจุบันเสียได้ กรรมในอนาคตหรือชาติหน้าก็จะไม่เกิด
       การ “ตัดกรรม” เพื่อช่วยเหลือคนให้พ้นทุกข์ ตามความหมายของท่านอาจารย์วัลลภ คือ การสอนให้คนตัดการทำชั่ว ทำไม่ดีต่างๆ โดยนำศีลห้ามาสอนให้รู้ถึงผลเสียในการกระทำของเขา และยังนำเอาการปฏิบัติธรรมขั้นโลกิยธรรมตามวิธีธรรมบันดาล มาทำให้ผู้ปฏิบัติมีปฏิกิริยาอาการแสดงออกมาให้สัมผัสและศรัทธากันก่อนว่าเวรกรรมมีจริง บาปบุญมีจริง แล้วผู้ปฏิบัติก็จะพากันเกรงกลัวต่อบาป ไม่กล้าทำอะไรผิดศีลผิดธรรมอีกต่อไป
       หลังจากเข้าใจคำว่า “ตัดกรรม” ตามความหมายของท่านอาจารย์วัลลภแล้ว ดิฉันจึงชวนพี่สาวมาที่มูลนิธิธรรมบันดาลในตอนเช้าก่อนที่พิธีกรรมจะเริ่มต้นขึ้น พี่สาวนึกว่าดิฉันจะอุ้มท้องมาเข้าทำพิธี ดิฉันจึงรีบบอกว่าอยากมาสร้างพระพุทธรูปปางชนะมารถวายวัดเฉยๆ และอยากขอบคุณท่านอาจารย์วัลลภด้วยที่ทำหนังสือดีๆ ออกมาให้ดิฉันอ่าน ทำให้ดิฉันมีสติ คิดได้ ไม่ตัดสินใจทำแท้งเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ท่านช่วยให้ดิฉันตัดกรรมได้แล้วจริงๆ
       แม้ดิฉันจะไม่สามารถมาเข้าทำพิธีเช็คกรรมกับท่านอาจารย์วัลลภได้ เพราะท้องเริ่มโตขึ้นแล้ว แต่ดิฉันก็รับแนวทางของท่านมาปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการหมั่นทำบุญทำทาน รักษาศีลห้า ตักบาตร กรวดน้ำ แผ่เมตตา ตั้งใจว่าถ้าคลอดลูกได้ระยะหนึ่งแล้วจะมาเข้าทำพิธีเช็คกรรม เสริมบารมี ลดวิบากกรรมกับท่านอาจารย์วัลลภ
       หลังจากอาจารย์วัลลภท่านทำพิธีติดต่อเจ้ากรรมนายเวรให้ดิฉันเรียบร้อยแล้ว พี่สาวจึงพาดิฉันไปถวายพระปางชนะมารและถังสังฆทานที่วัดใกล้บ้าน จากนั้นก็กลับบ้านมากรวดน้ำบทอิมินา อยู่ๆ พี่สาวของดิฉันก็ถามขึ้นมาว่าดิฉันยังรักสามีอยู่หรือเปล่า เมื่อเห็นดิฉันทำหน้างงๆ พี่สาวจึงเล่าว่า ที่สามีของดิฉันหายหน้าไปเพราะเขาไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้นที่ต่างจังหวัด เธอตั้งท้องกับสามีดิฉันก่อนที่ดิฉันจะตั้งท้องเสียอีก    
       ดิฉันตกใจมาก บอกพี่สาวว่าลูกของดิฉัน ดิฉันเลี้ยงเองได้ไม่เดือดร้อน แต่พี่สาวบอกว่าผู้หญิงคนนั้นแอบไปทำแท้งตั้งนานแล้วโดยที่ไม่บอกสามีดิฉัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดผู้หญิงคนนั้นไม่ขาด เพราะนึกว่ากำลังจะมีลูกด้วยกัน แล้วฝ่ายหญิงเขาก็ยังเด็กฐานะไม่ค่อยดี สามีของดิฉันจึงต้องเข้าไปดูแล แต่ตอนนี้สามีดิฉันให้เงินเธอไปทำทุน และให้ลาออกจากงานแล้ว 
       ดิฉันนึกในใจว่าน่าเสียดายที่เธอไม่ได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์วัลลภ จึงสร้างกรรมทำเวรหนักขึ้นไปอีก ก่อนหน้านี้ผิดศีลข้อที่ 3 ที่มายุ่งกับสามีของดิฉัน แต่คราวนี้ต้องมาผิดศีลข้อที่ 1 โทษฐานทำแท้งฆ่าคนตายโดยเจตนาอีก เธอจะรู้ไหมนะว่าวิบากกรรมจากการทำแท้งนั้นร้ายแรงมากๆ ถึงขั้นทำมาหากินไม่ขึ้น เงินทองรั่วไหล ครอบครัวแตกแยก สุขภาพทรุดโทรม บางรายถึงขั้นตายตกไปตามกันเลยก็มี

       พี่สาวบอกให้ดิฉันใช้สติ พิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบอย่าใช้ทิฐิและอารมณ์เป็นเครื่องตัดสินอีก ถึงพี่สาวของดิฉันจะไม่ชอบขี้หน้าสามีเท่าไหร่ แต่ก็บอกว่าลูกของดิฉันควรจะมีพ่อ ดิฉันบอกพี่สาวว่าตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น นอกจากดูแลรักษาสุขภาพตัวเองและลูกให้แข็งแรงสมบูรณ์
       พี่สาวดิฉันสารภาพว่าแอบเอาดวงของดิฉันและสามีไปให้อาจารย์อุษาดู ท่านบอกว่าคู่นี้แยกกันได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน ให้แยกกันอยู่ตอนนี้ดีแล้ว ต่อไปจะได้ไม่แยกจากกันอีก แล้วถ้ากลับมาคืนดีเมื่อไหร่ให้รีบไปจดทะเบียนสมรส แล้วเลี้ยงฉลองเล็กๆ ในครอบครัว เหมือนแต่งงานใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะดีเอง
       ทุกวันนี้เขากลับมาอยู่กับดิฉันแล้ว แต่มาได้ไม่กี่วันพี่สาวก็โฉบเขามาเข้าทำพิธีกับท่านอาจารย์วัลลภเลย แล้วยังบอกให้เขาสร้างพระชนะมารถวายวัดไถ่กรรมให้วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย เขาประท้วงเล็กน้อยเพราะเห็นว่ามาเข้าทำพิธีวันแรกแล้วยังไม่มีปฏิกิริยาอาการออกมา จึงยังไม่รู้ว่ามีเจ้ากรรมนายเวรหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ยอมสร้างพระแต่โดยดี เพราะพี่สาวบอกว่าถ้าเธอโดนหมาข้างถนนกัด จะรอให้คอแข็งก่อน แล้วค่อยฉีดยากันพิษสุนัขบ้าหรือเปล่า
       อาจารย์อุษาบอกว่าคนที่มาเข้าทำพิธีเช็คกรรมครั้งแรก แล้วไม่แสดงอาการอะไรออกมาเป็นเพราะคนเรานั้นทำกรรมไม่เท่ากัน บารมีไม่เท่ากัน บางคนเจ้ากรรมนายเวรเขาผูกพยาบาท ไม่ยอมอโหสิกรรมให้ง่ายๆ ก็ต้องหมั่นมาเข้าทำพิธีกับท่านอาจารย์วัลลภเรื่อยๆ แต่มีหลายคนที่มาแล้วไม่ตั้งใจปฏิบัติตามที่อาจารย์วัลลภท่านบอก เช่น ไม่มีสมาธิ ไม่ภาวนาคำว่า “นะ นะ นะ” บ้าง ทำปากขมุบขมิบแต่ไม่ยอมเปล่งเสียงขณะภาวนาบ้าง บางคนก็แอบลืมตาดูคนข้างๆ ขณะทำพิธี คนประเภทนี้มาแล้วจะไม่ได้อะไร นอกจากเสียเวลา เสียเงิน และเหนื่อยฟรี
       หลังจากสร้างพระชนะมารถวายวัดแล้ว สามีของดิฉันก็ย้อนกลับมาเข้าทำพิธีอีก คราวนี้มีครูบาอาจารย์มาลงในรอบแรกเลย เขากลับมาเล่าให้ดิฉันฟังอย่างตื่นเต้นว่าเข้าทำพิธีแล้วมือสั่นและทำท่ากางแขนบินเหมือนนก ฝืนไม่ได้เลยทั้งๆ ที่มีสติรู้ตัวตลอด...ทุกวันนี้เขาศรัทธาท่านอาจารย์วัลลภมาก เพราะทำให้ดิฉันยังคงอุ้มท้องอยู่จนถึงทุกวันนี้